วิธีลดเบี้ยประกันภัยรถยนต์

1.เปรียบเทียบก่อนซื้อ
ประกันภัยรถยนต์ของแต่ละบริษัทประกันภัย แน่นอนว่ามีราคาแตกต่างกัน โบรคเกอร์หรือตัวแทนก็ให้ราคาไม่เท่ากัน ก่อนซื้อควรมีการเปรียบเทียบอย่างน้อยๆ 2-3 บริษัท เริ่มจากชื่อเสียงของบริษัทประกัน งบการเงินที่แข็งแกร่ง ให้บริการ ประสานงานเร็ว ให้ความรู้ คำปรึกษาและแก้ปัญหาให้เราได้ มีช่องทางติดต่อที่สะดวก ทันสมัยและอัตราเบี้ยประกันภัยต้องเป็นธรรม
2.เลือกประเภทความคุ้มครอง รายละเอียดกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์
คิดก่อนว่าซื้อความคุ้มครองแบบไหนที่ท่านต้องการ หลักๆ แล้วมี ประเภทที่ 1, 2, 2+, 3 และ 3+ คือ คุ้มครองทรัพย์สินของบุคคลอื่น คุ้มครองการซ่อมรถคันที่เอาประกันภัย คุ้มครองรถหาย-ไฟไหม้ จากนั้นดูสภาพแวดล้อมของคุณเอง เช่น รถเก่า ลักษณะนิสัยการขับขี่ รวมถึงระยะทางการใช้งาน
3.เลือกซ่อมอู่ที่มีมาตรฐานดี แทนที่จะซ่อมห้าง ซ่อมห้างหรือศูนย์บริการ
ดูจากรถของคุณว่าจำเป็นหรือไม่ที่ต้องใช้ซ่อมห้าง ถ้าท่านรู้จักอู่ที่ไว้ใจได้ มีมาตรฐานดีที่บริษัทประกันภัยรับรอง มีประวัติดีเป็นประจำ ที่สำคัญเป็นอู่ที่อยู่ในสมาชิกของบริษัทประกันภัยที่ท่านเลือกซื้อ และเชี่ยวชาญการซ่อมรถของคุณ ในส่วนนี้ท่านสามารถประหยัดเบี้ยประกันรถยนต์ได้ถึง 10-30% หรือ 1,000-3,000 บาท
4.กำหนดค่า Deductible หรือ เพิ่มค่า excess fee เพื่อลดเบี้ย                                                                                     ถ้าคุณเป็นคนขับรถยนต์ที่ดี มีประวัติขับขี่ดี การทำประกันภัยรถยนต์แบบมี Deductible หรือกำหนดค่าเสียหายส่วนแรกที่คุณต้องจ่ายเองก็จะประหยัดค่าเบี้ยได้ ซึ่งค่าเสียหายส่วนแรกเริ่มที่ 2,000-5,000 บาท เช่น ค่าเบี้ยประกันภัย 18,000 บาท หากระบุค่าเสียหายส่วนแรก 5,000 บาท ค่าเบี้ยประกันภัยจะเหลือ 14,000 บาท กรณีที่เกิดอุบัติเหตุแล้วคุณเป็นฝ่ายผิด คุณจะต้องชดเชยค่าเสียหายตามจริงแต่ไม่เกิน 5,000 บาท ที่เหลือบริษัทประกันภัยเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ต้องจ่ายอย่างนี้ทุกครั้งครับ ค่าส่วนแรก คปภ บังคับไม่ให้เกิน 5,000 บาท ถ้าราคาซ่อมไม่เกิน 5,000 บาท อย่า claim นะครับเพราะต้องจ่ายให้ บริษัทประกัน 5,000 บาทเต็ม
5.ระบุชื่อผู้ขับขี่
การระบุชื่อผู้ขับขี่ในกรมธรรม์ ประกันภัยรถยนต์ ที่ใช้สำหรับรถยนต์นั่ง รถยนต์โดยสารส่วนบุคคล ช่วยให้เบี้ยประกันถูกลงได้ ซึ่ง คปภ กำหนดให้สามารถเลือกระบุชื่อได้ไม่เกิน 2 คน โดยระบุชื่อและอายุของคนขับ พูดง่ายๆ ว่า ช่วงอายุที่เราระบุไว้จะเป็นส่วนที่นำมาพิจารณาลดเบี้ยประกันรถยนต์ของเรา ตามช่วงอายุที่กำหนดไว้ ดังนี้
ช่วงอายุ 18-24 ปี ได้รับส่วนลด 5%
ช่วงอายุ 25-35 ปี ได้รับส่วนลด 10%                                                                                                                ช่วงอายุ 36-50 ปี ได้รับส่วนลด 15%
ช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป ได้รับส่วนลด 20%
ในกรณีทีระบุ 2 คน จะได้รับส่วนลดเบี้ยประกันภัยตามช่วงอายุผู้ขับขี่ อายุน้อย เป็นหลัก
6.รักษาประวัติดีมีส่วนลดครับ
ถ้ารถยนต์ของท่านไม่เคยมีเคลมที่เป็นฝ่ายผิดเลยในปีที่ผ่านมา
หรือมีเคลมแต่ไม่ได้เป็นฝ่ายผิด ท่านจะได้รับส่วนลดประวัติดี No Claim Bonus (NCB)
ตามลำดับขั้นในแต่ละปี สูงสุดถึง 50% ของเบี้ยประกันในปีที่ต่ออายุดังนี้
ขั้นที่ 1 ขับรถดีในปีแรก รับส่วนลด 20%
ขั้นที่ 2 ขับรถดี 2 ปีติดต่อกัน รับส่วนลด 30%
ขั้นที่ 3 ขับรถดี 3 ปีติดต่อกัน รับส่วนลด 40%
ขั้นที่ 4 ขับรถดีติดต่อกันตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป รับส่วนลด 50%
ส่วนลดตรงนี้ขอบริษัทไหนก็ได้ เพราะเป็นข้อบังคับของ คปภ
หากท่านมีแจ้งเคลมโดยเป็นฝ่ายผิดหรือไม่มีคู่กรณี ท่านไม่จะไม่ได้ส่วนรถ หากท่านแคลมเป็นเงินมากกว่าที่ทาง บริษัทกำหนด ส่วนใหญ่ 200% ท่านจะถูกคิดเบี้ยเพิ่มจากปีที่แล้ว ในกรณีนี้ให้ลองเปลี่ยนบริษัทดู ซึ่งนายหน้ามักจะตื้อไม่ให้ย้ายบริษัท
หากท่านเป็นฝ่ายผิด ส่วนลดประวัติดีจะลดลงทีละขั้น เช่นหากท่านมีประวัติดี 40
เปอร์เซ็นต์ และเป็นฝ่ายผิด 1 ครั้ง ส่วนลดก็จะลดลงเหลือ 30 เปอร์เซ็นต์
บางท่านเข้าใจว่าหากเป็นฝ่ายผิดเพียงครั้งเดียว ประวัติดีจะหายหมด
ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด
7.ประกันกลุ่มถูกกว่านะ
หากคุณมีรถยนต์ตั้งแต่ 3 คันขึ้นไปที่จดทะเบียนนามสกุลเดียวกัน การซื้อประกันภัยกลุ่มจะทำให้ได้ส่วนลด 10% นอกจากนี้ บางบริษัทหรือองค์กรขนาดใหญ่จะมีนโยบายทำประกันอยู่แล้ว หากซื้อประกันผ่านบริษัท อาจมีโครงการส่วนลดที่ดีก็ได้
8.ส่วนลดจากนายหน้าประกัน
โดยปกติบริษัทประกันภัยจะให้ส่วนลดไม่เกิน 10% ของคอมมิชชั่น เมื่อตัวแทนประกันหรือโบรกเกอร์ต้องการทำยอดบางครั้งก็ให้ส่วนลดทำให้ได้เบี้ยถูกที่สุด